เสียงโทรศัพท์ออฟฟิตดังขึ้น นานมาก แทบรับไม่ทัน เพราะหลายคนแทบจะกลับบ้านแล้ว ตีห้าแล้วนี่นา เบอร์ไม่ค่อยคุ้น ตาเดาได้ว่าเป็นเบอร์ภายในแอร์พอตนี่แหละ พอรับโทรศัพท์นึกว่าการบินไทยโทรมาเพราะเริ่มเสียงคือ
“คุณคะ”
ต่อด้วย
“ผู้โดยสารของคุณตกเครื่อง ตอนนี้อยู่ที่ประชาสัมพันธ์สี่แยกอินเตอร์เนชั่นแนล ค่ะ”
เราก็ว่าเพราะตามหาจนเครื่องเกือบดีเลย์ ก็ยังหาไม่เจอสุดท้ายก็ออฟโหลดเรียบร้อยโรงเรียนแขก
“ครับ ๆ บอกให้เค้าอยู่ตรงนั้นรอนะ เดี๋ยวผมจะไป” ตอบเค้าไปอย่างนี้ พอไปถึงประชาสัมพันธ์ เห็นชายชาวยุโรปร่างใหญ่ หน้าตาเมา ๆ มึน ๆ เราถามเลยนะว่าคุณไปอยู่ไหนมา คำตอบที่ได้ พากันทั้งขำทั้งงง เพราะคำตอบคือ I went to see elephant but I didn’t see any!
เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า มีนักท่องเที่ยวแบบแบ็กแพคสองคนระบุได้ว่าเป็นเพศชาย ( แท้ไม่แท้ไม่รู้ ) ซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ไม่รู้ว่าบุญพาวาสนาอะไรได้มาเจอกัน ณ ตรอกข้าวสาร ดินแดนฝรั่งในไทย ด้วยความที่เดินทางกลับกับสายการบินเดียวกัน ก็คือสายการบินที่ผมทำอยู่นี้ ไม่รู้คุยกันยังไง เลื่อนตั๋วกลับเร็วขึ้น โดยทั้งคู่บินเข้าเยอรมันเหมือนกัน แต่คนละเมือง แยกกันที่ดูไบ
ไอ้ที่คุยกันว่าไม่รู้คุยกันยังไง ตอนนี้รู้แล้วว่า ฝรั่งคนนี้หน้าตาดี หล่อเข้ม แต่ตังค์ไม่เหลือแล้ว จะกลับประเทศอย่างเดียว ชวนฝรั่งสูงวัยไปดูช้างโชว์ที่แอร์พอต เพื่ออะไรหน่ะหรือ เพื่อให้ฝรั่งสูงวัยจ่ายค่าแท็กซี่ไง เลยโทรไปเปลี่ยนวันเดินทาง แล้วจะไปเปลี่ยนตั๋วที่แอร์พอตเลย วันเดินทางทั้งคู่นั่งแท็กซี่มาที่ แอร์พอต แน่นอนเสือเฒ่าจ่ายครับ แถมต้องไปจ่ายค่า re-issued ตั๋วให้ไอ้หล่อคนนั้น อีกประมาณ 80 ยูโร ( มันบอกว่าเป็นค่ามาดูช้างโชว์ ) แล้วมันก็ไปเช็คอินเรียบร้อยเสร็จสรรพ พากันผ่าน ตม เข้าไป ประตูทางออกขึ้นเครื่องใกล้มาก ๆ D7 แต่ไอ้หล่อบอกว่ามันจะดูน้ำหอมอะไรประมาณนั้นไป ให้ตาเฒ่ารีบไปดูช้างโชว์โดยด่วน เพราะใกล้เวลาแสดงแล้ว ตัวมันพลาดฉากแรกไม่เป็นไรเพราะปีก่อนเคยดูมาแล้ว เดี๋ยวจะวิ่งตามไป แต่ตาเฒ่าเพิ่งจะเคยเป็นครั้งแรก ( แบบว่าปีนึงมีครั้งเดียว ) เลยให้รีบไป บอกให้ตรงไป ( อีกด้าน ทางไปคองคอร์ส ABC ) แล้วเลี้ยวขวา ตรงไปจนสุดทาง ( เกต C9 ไกลเว่อร์ ) แล้วจะมีช้างโชว์ ออกจากเครื่องบินจำโบ้
ตาเฒ่าก็รีบจ้ำบะไปอย่างเร็ว ส่วนไอ้หล่อพอตาเฒ่าลับสายตาก็วิ่งไปที่เกต ที่ประกาศครั้งสุดท้าย ขึ้นเครื่องหน้าตาเฉย ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่จำไว้ว่าเวลาเช็คอินพร้อมกัน มันก็จะขึ้นมาเดินทางมาด้วยกัน กราวน์สตาฟที่หน้าตาหล่อมาก ๆ เดินเข้าไปถามถึงบนเครื่องว่า เพื่อนเธออยู่ไหน คำตอบที่ได้ก็ประมาณว่า ไม่รู้ไม่ชี้ ติดต่อไม่ได้ แต่ชั้นจะไปไฟล์ทนี้นะ
กราวน์สตาฟเห็นท่าไม่ดีเลยเพจชื่อผู้โดยสารก็แล้ว ดูในระบบก็ไม่มีกระเป๋า โอ่ว ออฟโหลดง่ายมาก เราต้องทำให้เครื่องออกตรงเวลานะ สุดท้ายเครื่องก็ไป แล้วถอยไปแล้ว
เราก็เลยดูไฟล์ทต่อไปซึ่งจะออกอีกหนึ่งชั่วโมงถัดไปก็ว่าง ถ้าเค้ามาก็จะให้บินไฟล์ทนั้น แต่แล้วแต่รอด เครื่องอีกลำก็ถอยไปอีกเช่นเคย เอ๊า อีกลำที่จะไปดูไบอีกครึ่งชั่วโมงถัดไป ถ้ามาก็จะให้ไป ไม่ไปก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วนะ แล้วเครื่องลำที่สามก็ถอยไปแล้วครับ เหลือไว้แต่ความทรงจำ
ถึงตรงนี้ ผู้โดยสารเล่าต่อว่าเค้าไปสุดทางตรงโน้น ก็มองเครื่องจำโบ้ กี่ลำกี่ลำ ( เข้าใจว่าเวลานั้นการบินไทยบินเข้ายุโรปเยอะมาก สายการบินยุโปรเองที่ใช้เครื่องจัมโบ้ก็เยอะเหมือนกัน ) ก็ไม่เห็นมีช้าง พอถามพนักงานที่เดินไปเดินมาว่า ที่ไหนมีช้างโชว์ ก็ตอบว่าไม่รู้ บางคนบอกว่าไปดูที่เชียงใหม่ ( เออ นะ ถ้าเราก็คงตอบหยั่งงั้น ) เค้าบอกต่อว่า เค้าคิดว่าจะมีช้างกระโดดจากเครื่องจัมโบ้ เตะฟุตบอล ขึ้นขี่เครื่องบิน bla bla bla
มาถึงตรงนี้ สตาฟมองหน้ากันอย่างไม่ขำแล้วนะ เพราะเราสังเกตว่าผู้โดยสารมึน ๆ ง่วง ๆ หรือ เมา ๆ แยกไม่ออกหว่ะ จนเป็นที่ถกเถียงว่าผู้โดยสารมีอาการทางจิต รึเปล่า หรือโดนอะไรที่เป็นสารมึนเมา ทำให้เคลิ้มหรือไม่ พวกเราก็เถียงยังไม่จบไม่สิ้น เพราะว่า ผู้โดยสารมาถึงตรงนี้ได้ แล้วไม่รู้อะไรเลย มันคงจะยาก จนถึงทุกวันนี้ พวกเราก็ยังงงไม่น้อยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง
พาผู้โดยสารไปแคนเชิล ตม แล้วสแตนบายไฟล์ทหน้าตอนเย็นพรุ่งนี้ ให้ไปเก็บข้าวของที่โรงแรมก่อน น่าจะเอาไปออกรายการมันแปลกจริงวะ หรือคดีเด็ดดีมั้ยเนี่ย